7 เทรนด์ใหม่ที่ HR ต้องใส่ใจในยุค Disruptive Technology

7 เทรนด์ใหม่ที่ HR ต้องใส่ใจในยุค Disruptive Technology

ดิจิตอลและเทคโนโลยี

GlobalLinker Staff

GlobalLinker Staff

11 ก.ค. 2018, 10:00 — ใช้เวลาอ่าน 5 นาที

 

เมื่อทุกสิ่งรอบตัวล้วนเดินไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เราเองจะอยู่กับที่คงเป็นไปไม่ได้ จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ ในยุคที่เทคโนโลยีจะกลายมาเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนทุกๆ สิ่ง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นงานในด้านใดหรือแผนกใดก็ตาม คงปฏิเสธเรื่องของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไม่ได้

 

สำหรับทิศทางในการทำงานของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลหรือ HR ก็คงต้องตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน มีข้อมูลชุดหนึ่งที่น่าสนใจจากงานเปิดตัวโครงการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นประจำปี 2561 ที่ได้พูดถึงการต้องปรับตัวของฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลในยุค Disruptive Technology โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รองผู้อำนวยการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับ Disruptive HR Trends 7 ด้าน ที่น่าจะมีประโยชน์สำหรับงฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลในธุรกิจ SMEs

 

1. Gen Me ครององค์กร

ยุคที่ต้องให้ความสำคัญกับพนักงานในองค์กรซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ และกลุ่มคนทำงานในปัจจุบันส่วนใหญ่จะอยู่ในวัย The Millennials หรือ Gen Me (ที่อาจถือว่าเป็นการรวมตัวของคน 3 เจเนอเรชันคือ Gen X, Y และ Z เข้าไว้ด้วยกันก็ได้) ดังนั้น ฝ่าย HR จึงต้องมีความเข้าใจพนักงานในกลุ่มนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีความเป็นตัวเองสูง ให้ความสำคัญกับตัวเองมาก มีการศึกษาสูง ชอบเรื่องเทคโนโลยี และยังอาจเปลี่ยนงานบ่อยด้วย

 

2. พึ่งพาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมากขึ้น

เพื่อให้ได้ใจพนักงานในองค์กรจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกในการทำงานของพนักงานด้วยการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อให้พนักงานเข้าถึงการทำงานได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น เช่น เปลี่ยนรูปแบบการประชุมที่ต้องจัดขึ้นในออฟฟิศเป็นการประชุมแบบ Video Conference ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่าง Line, Messenger, Google Plus (Hang out), Skype หรือโปรแกรมอื่นๆ หรือการทำงานบน Cloud ที่พนักงานในบริษัทสามารถทำงานที่ใดบนโลกนี้ก็ได้ ฯลฯ ซึ่งหากฝ่าย HR สามารถสนองตอบความต้องการเหล่านี้ได้มากเท่าใดก็จะยิ่งได้ใจและความร่วมมือจากพนักงานมากขึ้นเท่านั้น

 

3. เข้าใจและรับมือโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลง

ด้วยโครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาของคนในสังคมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่น จากความก้าวหน้าทางการแพทย์และคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ผู้หญิงมีการศึกษาที่สูงขึ้น มีหน้าที่การงานทัดเทียมผู้ชายและมีอัตราการแต่งงานน้อยลงหรือมีสถานภาพเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น หรือแม้แต่คู่สมรสที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมมีทายาทแบบคนรุ่นก่อน ฯลฯ ปัญหาสังคมเหล่านี้จึงถือว่าเป็นปัญหาขององค์กรด้วยเช่นกัน ทำให้ฝ่าย HR ต้องหันมาทำความเข้าใจและพยายามหาทางช่วยเหลือแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของพนักงานให้น้อยลง ให้พวกเขาได้มีกำลังใจที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปในการทำงานได้มากขึ้น เช่น ปัญหาการเลี้ยงดูบุตรของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทางองค์กรอาจจัดหาสถานที่สำหรับดูแลเด็กๆ และมีพี่เลี้ยงช่วยดูแลให้ หรือการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพสำหรับพนักงานที่มีอายุ ฯลฯ

 

4. Smart Office

เทรนด์ของ Smart Office เป็นที่ต้องการของพนักงานรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น เพราะเป็นการทำงานในยุคดิจิทัลที่สามารถแลกเปลี่ยนและเพิ่มพูนความรู้ซึ่งกันและกันได้ นอกจากนี้ยังสร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสบายๆ เป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างภายในออฟฟิศให้โล่งโปร่งมากขึ้น แม้ว่าในอนาคตเราอาจไม่ต้องมาทำงานในออฟฟิศแล้วก็ตามเนื่องจากค่าใช้จ่ายในเรื่องของพื้นที่ออฟฟิศมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่าย HR จำเป็นต้องหาระบบมารองรับรูปแบบการทำงานที่การเปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวให้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด

 

5. ไม่ต้องเจอหน้าก็ทำงานมีประสิทธิภาพได้

หากการประชุมไม่ต้องเจอหน้ากันจริงๆ เกิดขึ้นได้แล้ว การทำงานในแบบไม่ต้องเห็นหน้ากันแบบเดิมๆ ทำไมจะเกิดขึ้นไม่ได้ ในเมื่อโลกวันนี้มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ทำให้การทำงานจะเกิดขึ้นที่ใดบนโลกใบนี้ก็ได้ แม้ว่าหลายๆ คนยังอาจยังชื่นชอบและคุ้นเคยกับการทำงานที่ต้องเจอหน้าหรือพูดคุยกับคนที่ทำงานร่วมกันอยู่ แต่เทรนด์การทำงานของคนรุ่นใหม่ในวันนี้เริ่มที่จะเป็นแบบไม่ต้องเห็นหน้ากันก็สามารถสร้างงานที่มีประสิทธิภาพได้ และเทรนด์การทำงานแบบนี้นี่แหละที่ฝ่าย HR คงต้องเตรียมตัวรับมือไว้ให้ดี

 

6. VR และ AI จะมาไวกว่าที่คิด

เทคโนโลยี VR หรือ Virtual reality คือเทคโนโลยีที่คอมพิวเตอร์จำลองสภาพแวดล้อมเสมือนขึ้น และปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) จะเริ่มเข้ามาสู่การทำงานของคนในยุคนี้เร็วกว่าที่คาดคิดไว้ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้กระแสของทั้ง AI และอุปกรณ์ VR จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องมีไว้ เทคโนโลยี AI จะเข้ามาช่วยทุ่นแรงมนุษย์ และใช้การสื่อสารในโลกเสมือนช่วยทำงานหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนไกลได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ดังนั้นฝ่าย HR ควรต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อมาปรับใช้ในองค์กรได้ทันเวลา

 

7. เปิดกว้างเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงาน

ฝ่าย HR และองค์กรต้องใจกว้างพอที่จะสนับสนุนให้พนักงานมีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยฝ่าย HR ต้องพยายามสร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและเสมอภาคกัน

 

Comments