5 กลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มยอดขายของ E-Commerce

5 กลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มยอดขายของ E-Commerce

Ecommerce

GlobalLinker Staff

GlobalLinker Staff

22 Aug 2019, 15:00 — 7 min read

 

ปัจจุบันการมีร้านค้า E-Commerce เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของเราได้ แต่ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การตลาดของ E-Commerce ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเราจะเพิ่งเริ่มขายของออนไลน์หรือเป็นเจ้าของร้านค้า E-Commerce อยู่แล้ว การเข้าถึงลูกค้าได้อย่างถูกต้องสามารถทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องกังวลกับการแข่งขันที่ดุเดือด

 

ในบทความนี้จะได้เรียนรู้ : 

 

  • การระบุลูกค้าเป้าหมายจากข้อมูลประชากรพื้นฐานและความสนใจ

  • การใช้ประโยชน์จาก Facebook, Instagram และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้า

  • ทำ SEO ออนไลน์เพื่อสร้างยอดขายแบบออร์แกนิกได้ในระยะยาว

  • การโฆษณาบน Google Adwords, Google shopping, Facebook และ Instagram เพื่อขายสินค้า

  • การกำหนดกลยุทธ์สำหรับลูกค้าที่กดออกจากหน้าจ่ายเงินด้วยคูปองเงินคืนและส่วนลด

 

มาดู 5 กลยุทธ์ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำ E-Commerce

 

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

 

กลุ่มเป้าหมายสำหรับร้านค้าออนไลน์เป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อใดก็ตามที่เราผลิตสินค้าขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วคิดว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าสำหรับทุกคนนั่นคือความผิดพลาด เราต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งสามารถทำได้โดย :

 

  • ทำความรู้จักกับลูกค้าและเข้าใจพฤติกรรมออนไลน์ของพวกเขา หาว่าใครคือลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ

  • การแบ่งกลุ่มลูกค้าจากโปรไฟล์ ตามข้อมูลประชากร (ชื่อ ที่อยู่ กลุ่มอายุ และพฤติกรรมผู้ใช้)

  • ทำแบบสำรวจและคำติชม เพื่อวิเคราะห์ว่าลูกค้าชอบสินค้าหรือไม่ และอะไรที่ควรปรับปรุง

  • เมื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายแล้ว จงทำความรู้จักกับโปรโมเตอร์ เช่น บุคคล กลุ่มบุคคล หรือบริษัท ที่เข้าใจแนวคิดของธุรกิจและทำวิธีการต่าง ๆ สำหรับการก่อตั้งบริษัท และส่งเสริมธุรกิจไปสู่อีกระดับ

  • ทำความเข้าใจกับคู่แข่งในตลาด ลองเป็นลูกค้าหนึ่งวันในร้านค้าคู่แข่ง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและสินค้าของพวกเขา

  • ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับลูกค้าของเรา โดยคิดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า

 

2. ใช้สื่อดิจิทัล

 

โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน Social Media แพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อยอดขายในอนาคต ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับการตลาดและการเติบโตของบริษัท แต่เราจะดึงดูดลูกค้าโดยใช้ Social Media ได้อย่างไร? ลองมาดูกัน :

 

  • มีส่วนร่วมกับลูกค้า ไม่ได้สำคัญว่าจำนวนไลค์และยอดแชร์ที่เราได้รับจากโพสต์ Facebook หรือจำนวนผู้ติดตามบน Twitter ของเรามีเท่าไหร่ แต่มันเกี่ยวกับการโต้ตอบกับลูกค้าเพื่อให้พวกเขาติดตามเนื้อหาของเรา พยายามทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ โพสต์รูปภาพสินค้า และกิจกรรมบ่อย ๆ 

  • ติดตามลูกค้าเพื่อให้รู้ว่าพวกเขาชอบเว็บไซต์หน้าไหนและออกไปจากเว็บไซต์หน้าไหน

  • มอบข้อเสนอที่คุ้มค่าแก่ลูกค้า เช่น คูปองส่วนลด รางวัลสูงสุดที่จะได้รับจากการแข่งขัน และข้อเสนอพิเศษเป็นครั้งคราว

  • การรวมไอคอน Social Media บนเว็บไซต์ เพื่อลิงก์ไปสู่หน้า Social Media ต่าง ๆ  ทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้ราบรื่นขึ้น เราสามารถรวม E-Store เข้ากับบัญชี Social Media ของบริษัทได้ 

  • ใช้ประโยชน์จากวิดีโอ คือวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดึงดูดลูกค้ามายังเว็บไซต์

 

3. เริ่มโฆษณาเพื่อเพิ่มยอดขาย

 

Social Media สามารถช่วยเพิ่มยอดขายของ E-Commerce ได้ โดยเฉพาะโฆษณาออนไลน์ ถึงแม้ว่าหลายคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดแบบดั้งเดิม โดยใช้โฆษณาสิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณา และใบปลิว แต่ถึงเวลาแล้วที่จะเข้าใจว่าการตลาดออนไลน์ดีอย่างไร :

 

  • ประหยัดค่าใช้จ่าย ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ที่มีงบประมาณจำกัด สามารถใช้การโฆษณาออนไลน์ ช่วยให้ประหยัดเงินได้มาก เนื่องจากถูกกว่าการโฆษณาแบบเดิมมาก

  • ความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้า สามารถกำหนดเป้าหมายลูกค้าที่ใดก็ได้ในโลก โดยใช้การโฆษณาออนไลน์ สิ่งนี้จะเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ช่วยให้ธุรกิจได้ลูกค้า และช่วยสร้างฐานลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกธุรกิจออนไลน์

  • สามารถวัดผลได้ ไม่เหมือนกับโฆษณาแบบดั้งเดิม เราสามารถดูได้ว่าใครกำลังดูโฆษณาของเรา และจากนั้นเราก็สามารถโปรโมทข้อความ และข้อเสนอเฉพาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายนั้นได้

 

4. สร้างยอดขายออร์แกนิก

 

เมื่อเรามีร้านค้า E-Commerce และประสบความสำเร็จในการใช้แพลตฟอร์ม Social Media มีการโฆษณาออนไลน์และมีลูกค้าที่ยอดเยี่ยม แต่ถ้าเว็บไซต์ของเราไม่สามารถค้นหาได้พบใน Google นี่คือปัญหาใหญ่ แต่ไม่ต้องกังวลเพราะเรามี Search Engine Optimization (SEO) ที่ช่วยเราได้ มาดูว่าเราจะใช้ SEO ปรับปรุงการยอดขายออร์แกนิกของร้านค้าออนไลน์บน Google ได้อย่างไร :

 

  • วางแผนเนื้อหา ก่อนที่จะเริ่มเผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์ ต้องปรับให้เหมาะสมด้วยคำหลักที่เหมาะสมก่อน คำหลักคือคำหรือวลีที่ลูกค้าค้นหาในขณะที่กำลังมองหาสินค้าออนไลน์ โดยสามารถใช้เครื่องมือวางแผนคำหลักออนไลน์ เช่น เครื่องมือของ Google และ Wordstream 

  • ศึกษาคู่แข่ง เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างของการทำ E-Commerce ที่ประสบความสำเร็จ รู้ว่าคู่แข่งของเรากำลังทำอะไร ระบุคู่แข่งชั้นนำในตลาด และคำหลักที่ใช้

  • ยกเลิกเนื้อหาที่ซ้ำกัน เพราะ Google ไม่รับเนื้อหาซ้ำซ้อน หากต้องการใช้เนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นวิธีที่ดีที่สุดคือเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์นั้น

  • ใช้ URL ที่เป็นมิตรกับ SEO โดยการปรับ URL โดย URL ของเว็บไซต์ที่เหมาะสม คือ URL ที่ไม่ซ้ำกันในเว็บไซต์แต่ละหน้า

  • ปรับเนื้อหาให้เหมาะกับโทรศัพท์มือถือ เพราะผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์

  • สร้างหน้า Landing Page ที่ดึงดูดสายตา ทำให้ลูกค้าใช้เวลากับเว็บไซต์นานขึ้น

  • แชร์เนื้อหาที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราอัปเดตและสร้างเนื้อหาใหม่อยู่เป็นประจำ

  • ติดตามเทรนด์ SEO เพราะ SEO เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยตรวจสอบจากเว็บไซต์ต่าง ๆ และสมัครรับจดหมายข่าว SEO เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง

 

Do-It-Yourself (DIY) ง่าย ๆ เหล่านี้ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจออนไลน์ของเราได้ หากไม่มีเวลาหรือความรู้ที่จำเป็นในการทำ SEO อาจจ้างบริษัท SEO ภายนอกมาทำแทน

 

5. สร้างกลยุทธ์สำหรับลูกค้าที่กดออกจากหน้าชำระเงิน

 

การที่ลูกค้ากดออกจากหน้าชำระเงิน เป็นเรื่องปกติสำหรับร้านค้า E-Commerce ทั้งหมด ลูกค้าเพิ่มรายการลงในรถเข็นของพวกเขาเพื่อดำเนินการต่อ แต่ลูกค้ากลับกดออกจากเว็บไซต์ เหตุผลคือ :

 

- ราคาของการขนส่ง

- ค่าใช้จ่ายของการสั่งซื้อมีราคาแพงในขณะที่เช็กเอาต์

- ความยุ่งยากในการคืนสินค้าหรือไม่มีนโยบายการคืนสินค้า

- ขาดตัวเลือกในการชำระเงิน

 

ดังนั้นเราจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร :

 

  • จัดส่งฟรี ลูกค้าจะรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เรียกเก็บเพิ่มจากมูลค่าสินค้า นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักของการออกจากเว็บไซต์ การเสนอการจัดส่งฟรี ทำให้ลูกค้าอยู่ในเว็บไซต์ต่อ และจบลงด้วยการซื้อสินค้า

  • ทำให้กระบวนการเช็กเอาต์นั้นง่าย เพราะการมีกระบวนการเช็กเอาต์ที่สับสนสามารถนำไปสู่การออกจากเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย 

  • มีตัวเลือกการใช้คูปองก่อนชำระเงิน เพื่อลดราคาสินค้าทำให้ดึงดูดผู้ซื้อมากขึ้น

  • มีแชทบอทเพื่อแนะนำและแก้ไขข้อสงสัยของลูกค้า

  • มีช่องรับความคิดเห็นของลูกค้า ให้ลูกค้าให้คะแนนเพื่อปรับปรุงเว็บไซต์และการขายของเรา

 

โปรดแจ้งให้เราทราบ หากคุณชอบบทความนี้และอยากรู้อะไรเกี่ยวกับการเข้าถึงลูกค้าที่เหมาะสมเพิ่มเติม

 

 

Comments